Organic Chemistry
ประวัติเคมีอินทรีย์
ในสมัยก่อนนักเคมีเชื่อว่า สารอินทรีย์ได้มาจากสิ่งมีชีวิตเท่านั้น คือ ไม่สามารถสังเคราะห์สารอินทรีย์ได้ในห้องทดลอง เป็นไปตามทฤษฎีพลังชีวิต ซึ่งมีใจความว่า “สารประกอบอินทรีย์จะสังเคราะห์ขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีพลังชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งเร้นลับที่มีอยู่ในสารอินทรีย์ ส่วนสารอนินทรีย์ไม่มีพลังชีวิต” ความเชื่อดังกล่าวนี้ มีมานาน จนถึงปี ค.ศ. 1828 โวห์เลอร์ (F. Wohler) นักเคมีชาวเยอรมัน พบว่า ยูเรีย ซึ่งเป็นสารอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่สกัดได้จากปัสสาวะนั้น สามารถเตรียมได้ง่าย ๆ จากการเผาแอมโมเนียมไชยาเนต ซึ่งเป็นสารอนินทรีย์ ดังสมการ
กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อ ค.ศ. 1848 จีเมลิน ( L. Gmelin ) นักเคมีชาวเยอรมัน พบว่าสารอินทรีย์ทุกชนิดจะต้องมีธาตุคาร์บอนเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยเสมอ จึงทำให้นิยาม ของสารอินทรีย์เปลี่ยนไปเป็น “ สารประกอบที่ประกอบด้วยธาตุคาร์บอน” ดังนั้น วิชาเคมีอินทรีย์ในปัจจุบันจึงหมายถึง “ วิชาเคมีที่กล่าวถึงบรรดาสารประกอบของธาตุคาร์บอน”
ทฤษฎีพันธะเวเลนซ์ (valence bond theory)
ทฤษฎีพันธะเวเลนซ์เป็นทฤษฎีที่ใช้อธิบายการเกิดพันธะด้วยการซ้อนเหลื่อมกันของออร์บิทัลอะตอม โดยทั่วไปแล้วถ้าอิเล็กตรอนมีสปินเหมือนกันเมื่อเข้าใกล้กันจะมีการผลักกันเกิดขึ้นทำให้พลังงานเพิ่มขึ้น ถ้าอิเล็กตรอนมีสปินตรงกันข้าม เมื่อเข้าใกล้กันจะมีการดึงดูดกันเกิดขึ้น ทำให้พลังงานลดลง
ทฤษฎีพันธะเวเลนซ์เป็นทฤษฎีที่ใช้อธิบายการเกิดพันธะด้วยการซ้อนเหลื่อมกันของออร์บิทัลอะตอม โดยทั่วไปแล้วถ้าอิเล็กตรอนมีสปินเหมือนกันเมื่อเข้าใกล้กันจะมีการผลักกันเกิดขึ้นทำให้พลังงานเพิ่มขึ้น ถ้าอิเล็กตรอนมีสปินตรงกันข้าม เมื่อเข้าใกล้กันจะมีการดึงดูดกันเกิดขึ้น ทำให้พลังงานลดลง
| |||
| | |||
| C2H2 ; จะเห็นว่าเกิดไฮบริไดเซซันระหว่าง 2s สองออร์บิทัลกับ p ออร์บิทัลหนึ่งออร์บิทัลได้เป็น sp- ไฮบริดออร์บิทัลมีอิเล็กตรอนเดี่ยวสองตัว ตัวหนึ่งเกิด พันธะซิกมากับ H และอีกตัวเกิด พันธะซิกมากับ คาร์บอนอีกตัว ส่วน p-ออร์บิทัลเกิดพันธะไพกับคาร์บอนอะตอมอีกตัวได้เป็นโมเลกุลเส้นตรง |
การเขียนสูตรของสารประกอบอินทรีย์
สูตรโมเลกุล เป็นสูตรที่บอกให้ทราบว่าในสารประกอบนั้นประกอบด้วยธาตุใดบ้างอย่างละกี่อะตอม ซึ่งไม่เป็นที่นิยมเขียนสูตรชนิดนี้ เช่น CH4 , C6H14 , C6H6O เป็นต้น
สูตรโครงสร้าง เป็นสูตรที่บอกให้ทราบว่าในโมเลกุลของสารประกอบนั้น ประกอบด้วยธาตุใดบ้างอย่างละกี่อะตอม แต่ละอะตอมยึดเหนี่ยวกันอย่างไร มีหลายแบบ ดังนี้
1.สูตรโครงสร้างแบบเส้น
สูตรโครงสร้างแบบย่อ (Condensed form)
สูตรโครงสร้างแบบเส้นและมุม (Bond-line form)
ไอโซเมอริซึม (Isomerism)คือ ปรากฏการณ์ที่สารมีสูตรโมเลกุลเหมือนกัน แต่มีสูตรโครงสร้างต่างกัน
ไอโซเมอร์ (Isomer) คือ สารที่มีสูตรโมเลกุลเหมือนกัน แต่มีสูตรโครงสร้างต่างการ เช่น
ไอโซเมอร์ (Isomer) คือ สารที่มีสูตรโมเลกุลเหมือนกัน แต่มีสูตรโครงสร้างต่างการ เช่น
| C4H10 | CH3CH2CH2CH3 |
หมู่ฟังก์ชัน
หมู่ฟังก์ชัน หมายถึงหมู่อะตอมที่แสดงสมบัติเฉพาะในโมเลกุลของสารประกอบอินทรีย์
ตา ราง หมู่ ฟังก์ชัน บาง ชนิด และ สาร ประกอบ ที่ มี หมู่ ฟังก์ชัน เป็น องค์ ประกอบ
| ชนิด | หมู่ | ชื่อ | สูตร | ตัว |
|---|---|---|---|---|
| แอลเคน | - | - | R-H | CH3CH2CH3 โพรเพ |
| แอลคี | พันธะ | |||
| แอลไคน | พันธะ | |||
| แอลกอฮอล์ | -OH | ไฮดรอก | R-OH | CH3CH2OH เอ |
| อีเทอร์ | -O- | ออก | R-O-R' | CH3-O-CH3 ไดเมทิลอีเทอร์ (เมทอลซิลมีเทน) |
| แอลดีไฮด | ฟอร์มิล หรือ | |||
| คีโตน | คาร์บอ | |||
| กรด | คาร์บอก | |||
| เอสเทอร | แอลคอก | |||
| เอ | - NH2 | อะมิ | R- NH2 | CH3- NH2 เมทิลเอ |
| เอไมด | เอไมด | |
1.ปฎิกิริยาการแทนที่ - เกิดเฉพาะสารที่อิ่มตัว
2.ปฎิกิริยาการเติม- เกิดเฉพาะสารที่ไม่อิ่มตัว
3.ปฎิกิริยาขจัดออก - ดึงอะตอมออกจากโมเลกุล
4.ปฎิกิริยาเรียงตัวใหม่ - สูตรโมเลกุลเหมือนเดิม
5.ปฎิกิริยาเพอริเมอร์ไรเซชัน - การเกิดโพลิเมอร์
6.ปฎิกิริยาการแตกตัว - จากโมเลกุลใหญ่ไปเล็ก
การสร้างพันธะ
1. X * + * Y --------> X--Y
2.X + **Y --------> X-Y
การสลายพันธะ
1. X--Y --------> X* + *Y
2. X--Y --------> X + **Y