วันเสาร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Organic Chemistry

Organic Chemistry
ประวัติเคมีอินทรีย์
        ในสมัยก่อนนักเคมีเชื่อว่า สารอินทรีย์ได้มาจากสิ่งมีชีวิตเท่านั้น คือ ไม่สามารถสังเคราะห์สารอินทรีย์ได้ในห้องทดลอง เป็นไปตามทฤษฎีพลังชีวิต ซึ่งมีใจความว่า สารประกอบอินทรีย์จะสังเคราะห์ขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีพลังชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งเร้นลับที่มีอยู่ในสารอินทรีย์ ส่วนสารอนินทรีย์ไม่มีพลังชีวิตความเชื่อดังกล่าวนี้ มีมานาน จนถึงปี ค.ศ. 1828 โวห์เลอร์ (F. Wohler) นักเคมีชาวเยอรมัน พบว่า ยูเรีย ซึ่งเป็นสารอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่สกัดได้จากปัสสาวะนั้น สามารถเตรียมได้ง่าย ๆ จากการเผาแอมโมเนียมไชยาเนต ซึ่งเป็นสารอนินทรีย์ ดังสมการ
กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อ ค.ศ. 1848 จีเมลิน ( L. Gmelin ) นักเคมีชาวเยอรมัน พบว่าสารอินทรีย์ทุกชนิดจะต้องมีธาตุคาร์บอนเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยเสมอ จึงทำให้นิยาม ของสารอินทรีย์เปลี่ยนไปเป็น สารประกอบที่ประกอบด้วยธาตุคาร์บอนดังนั้น วิชาเคมีอินทรีย์ในปัจจุบันจึงหมายถึง วิชาเคมีที่กล่าวถึงบรรดาสารประกอบของธาตุคาร์บอน
ทฤษฎีพันธะเวเลนซ์ (valence bond theory)
          ทฤษฎีพันธะเวเลนซ์เป็นทฤษฎีที่ใช้อธิบายการเกิดพันธะด้วยการซ้อนเหลื่อมกันของออร์บิทัลอะตอม โดยทั่วไปแล้วถ้าอิเล็กตรอนมีสปินเหมือนกันเมื่อเข้าใกล้กันจะมีการผลักกันเกิดขึ้นทำให้พลังงานเพิ่มขึ้น ถ้าอิเล็กตรอนมีสปินตรงกันข้าม เมื่อเข้าใกล้กันจะมีการดึงดูดกันเกิดขึ้น ทำให้พลังงานลดลง

ข้อดีของทฤษฎีพันธะเวเลนซ์ คือ ใช้อธิบายการเกิดพันธะเมื่อทราบรูปร่างโมเลกุล และี้ยังสามารถอธิบายได้ว่าทำไมพันธะเดี่ยวมีความยาวพันธะมากกว่าพันธะคู่ และพันธะคู่มีความยาวพันธะมากกว่าพันธะสาม รวมถึงอธิบายลำดับความแข็งแรงของพันธะได้อีกด้วย
ลำดับความแข็งแรงของพันธะ      พันธะสาม > พันธะคู่ > พันธะเดี่ยว
ความยาวพันธะ                        พันธะสาม < พันธะคู่ < พันธะเดี่ยว

พันธะเดี่ยว เกิดจาก พันธะซิกมา 1 พันธะ    
พันธะคู่ เกิดจาก พันธะซิกมา 1 พันธะ และ พันธะไพ 1 พันธะ    
พันธะสาม เกิดจาก พันธะซิกมา 1 พันธะ และ พันธะไพ 2 พันธะ 


ไฮบริไดเซซัน (hybridization)           ไฮบริไดเซซัน คือ ปรากฎการณ์ที่ออร์บิทัลในอะตอมเดียวกัน ที่มีระดับพลังงานใกล้เคียงกันเกิดการรวมกันเกิดเป็นไฮบริดออร์บิทัล (hybrid orbital) ซึ่งแต่ละไฮบริดออร์บิทัลจะครอบครองพื้นที่เท่ากัน และอยู่ห่างกันมากที่สุดเพื่อทำให้พลังงานรวมของออร์บิทัลมีพลังงานน้อยที่สุด ผลที่เกิดขึ้นก็คือ เกิดไฮบริดออร์บิทัลมีรูปร่างต่างๆกันไป และพลังงานรวมของไฮบริดออร์บิทัลน้อยกว่าผลรวมพลังงานทั้งหมด ของออร์บิทัลอะตอมก่อนการเกิด
ไฮบริไดเซซัน
ประเภทของไฮบริดออร์บิทัล 
1.sp3-ไฮบริดออร์บิทัล เกิดจากการรวมกันระหว่าง s 1ออร์บิทัลและ p 3 ออร์บิทัลได้ไฮบริดออร์บิทัลป็นรูปทรงสี่หน้า เช่น  CH4
2s กับ 2p ในอะตอมของ C เกิด การไฮบริไดเซซันได้ sp3-ไฮบริดออร์บิทัล ที่มีอิเล็กตรอนเดี่ยวสี่ตัว ดังนั้นจึงสามารถสร้างพันธะกับ H ทั้งสี่อะตอมได้เป็นโมเลกุล
2. sp 2-ไฮบริดออร์บิทัล เกิดจากการรวมกันระหว่าง s 1ออร์บิทัลและ p 2 ออร์บิทัลได้ไฮบริดออร์บิทัลป็นสามเหลี่ยมแบนราบ เช่น C2H4
C2H4      ; จะเห็นว่าเกิดไฮบริไดเซซันระหว่าง 2s กับ pสองออร์บิทัลได้เป็น sp2- ไฮบริดออร์บิทัลมีอิเล็กตรอนเดี่ยวสามตัว โดยสองตัวเกิด พันธะซิกมากับ H และอีกตัวเกิด พันธะซิกมากับ คาร์บอนอีกตัว ส่วน p-ออร์บิทัลเกิดพันธะไพกับคาร์บอนอะตอมอีกตัวได้เป็นโมเลกุลดังรูป

 
3.. sp-ไฮบริดออร์บิทัล เกิดจากการรวมกันระหว่าง s และ p ออร์บิทัลอย่างละหนึ่งออร์บิทัลได้ไฮบริดออร์บิทัลป็นเส้นตรง เช่น C2H2

C2H2      ; จะเห็นว่าเกิดไฮบริไดเซซันระหว่าง 2s สองออร์บิทัลกับ p ออร์บิทัลหนึ่งออร์บิทัลได้เป็น sp- ไฮบริดออร์บิทัลมีอิเล็กตรอนเดี่ยวสองตัว ตัวหนึ่งเกิด พันธะซิกมากับ H และอีกตัวเกิด พันธะซิกมากับ คาร์บอนอีกตัว ส่วน p-ออร์บิทัลเกิดพันธะไพกับคาร์บอนอะตอมอีกตัวได้เป็นโมเลกุลเส้นตรง
การเขียนสูตรของสารประกอบอินทรีย์
สูตรโมเลกุล เป็นสูตรที่บอกให้ทราบว่าในสารประกอบนั้นประกอบด้วยธาตุใดบ้างอย่างละกี่อะตอม ซึ่งไม่เป็นที่นิยมเขียนสูตรชนิดนี้ เช่น CH4 , C6H14 , C6H6O เป็นต้น
สูตรโครงสร้าง เป็นสูตรที่บอกให้ทราบว่าในโมเลกุลของสารประกอบนั้น ประกอบด้วยธาตุใดบ้างอย่างละกี่อะตอม แต่ละอะตอมยึดเหนี่ยวกันอย่างไร มีหลายแบบ ดังนี้
1.สูตรโครงสร้างแบบเส้น
 
สูตรโครงสร้างแบบย่อ (Condensed form)
สูตรโครงสร้างแบบเส้นและมุม (Bond-line form)
 

  ไอโซเมอริซึม (Isomerism)คือ ปรากฏการณ์ที่สารมีสูตรโมเลกุลเหมือนกัน แต่มีสูตรโครงสร้างต่างกัน
ไอโซเมอร์ (Isomer) คือ สารที่มีสูตรโมเลกุลเหมือนกัน แต่มีสูตรโครงสร้างต่างการ เช่น
C4H10 CH3CH2CH2CH3


หมู่ฟังก์ชัน
 
หมู่ฟังก์ชัน หมายถึงหมู่อะตอมที่แสดงสมบัติเฉพาะในโมเลกุลของสารประกอบอินทรีย์
ตาราง หมู่ฟังก์ชันบางชนิดและสารประกอบที่มีหมู่ฟังก์ชันเป็นองค์ประกอบ
ชนิดของสารอินทรีย หมู่ฟังก์ชัน ชื่อของหมู่ฟังก์ชัน สูตรทั่วไป ตัวอย่าง
แอลเคน - - R-H CH3CH2CH3 โพรเพ
แอลคี พันธะคู่
แอลไคน พันธะสาม
แอลกอฮอล์ -OH ไฮดรอกซิ R-OH CH3CH2OH เอทานอ
อีเทอร์ -O- ออกซี R-O-R' CH3-O-CH3 ไดเมทิลอีเทอร์
(เมทอลซิลมีเทน)
แอลดีไฮด ฟอร์มิล
หรือคาร์บอกซาลดีไฮด
คีโตน คาร์บอนิล
กรดอินทรีย คาร์บอกซิ
เอสเทอร แอลคอกซิคาร์บอนิล
เอมีน - NH2 อะมิโน R- NH2 CH3- NH2
เมทิลเอมีน(อมิโนมีเทน)
เอไมด เอไมด
ประเภทของปฎิกิริยาเคมี
1.ปฎิกิริยาการแทนที่ - เกิดเฉพาะสารที่อิ่มตัว
2.ปฎิกิริยาการเติม- เกิดเฉพาะสารที่ไม่อิ่มตัว
3.ปฎิกิริยาขจัดออก - ดึงอะตอมออกจากโมเลกุล
4.ปฎิกิริยาเรียงตัวใหม่ - สูตรโมเลกุลเหมือนเดิม
5.ปฎิกิริยาเพอริเมอร์ไรเซชัน - การเกิดโพลิเมอร์
6.ปฎิกิริยาการแตกตัว - จากโมเลกุลใหญ่ไปเล็ก
การสร้างพันธะ
1. X * + * Y  --------> X--Y
2.X + **Y  --------> X-Y
การสลายพันธะ
1. X--Y -------->  X* + *Y
2.  X--Y --------> X  +  **Y

1 ความคิดเห็น:

  1. เซฟให้แล้ว กูต้องเซฟให้มึงทุกครั้งเลยใช้ไหมนี้ ??????

    ตอบลบ